ปาฐกถาธรรม เรื่อง กาย และ จิตร
                     โดย พระมหาโกศล จนฺทวณฺโณ
     เจ้าอาวาสสวนพระโพธิสัตว์ อำเภอทับคล้อ

                        จังหวัดพิจิตร
            เราเคยอ่านและเข้าใจกันดี เกี่ยวกับเรื่องธรรมชาติ และ ธรรมะ  แต่การที่เราจะรู้จักสำรวมจิตให้ตั้งมั่น และ ประพฤติปฏิบัติให้แน่วแน่ได้นั้น  ต้องผ่านการฝึกอบรมพอสมควร  โดยจะต้องไม่ลืมว่า ธรรมชาติโดยตัวของมันเองนั้น  ไม่มีทางที่จะปรับตัวเองได้ดีขึ้นได้ ต้องอาศัยจิตช่วยปรับปรุงแก้ไขอยู่เสมอ จึงจะดีขึ้นได้  การปรับปรุงจิตช่วยให้ดีขึ้นมาเรื่อย ๆ นับแต่เริ่มต้น  แม้ความเป็นอยู่ของโลกจะเปลี่ยนแปลงผันผวนไปสู่ความผิดหวังอยู่บ้างก็จริง  แต่พลังจิตจะช่วยให้เรามีชีวิตอยู่ในโลกนี้ได้ด้วยความสงบสุขจนได้.

กาย และ จิต
พระพุทธเจ้าสอนให้รู้ว่า การจะเป็นคนได้นั้น ต้องประกอบด้วยปัจจัย 5 ประการ อันได้แก่

        1.  กาย
        2.  ความรู้สึก
        3.  ความจำ
        4.  ความคิด
        5.  จิตใต้สำนึก

เมื่อแยกแยะปัจจัยทั้ง 5 ดังกล่าว ส่วนสัด แจะ จัดระดับความแตกต่างได้ถูกต้องแล้ว จะเหลือแต่คำว่า กายและจิต เท่านั้นที่เหลืออยู่

        คำว่า  "กาย"  ประกอบด้วยธาตุทั้ง 4 คือ.
        1.  ดิน
        2.  น้ำ
        3.  ลม
        4.  ไฟ
        เมื่อรวมกันเข้า ได้สัดส่วนเมื่อใด ความเป็นคน ก็จะเกิดขึ้นทันที และ ธรรมชาติของกายแท้ ๆ นั่นก็คือ เกิด แก่ เสื่อมสู่แตกดับ เมื่อตาย.
   
        คำว่า "จิต" คือการทำหน้าที่รับเอารอยพิมพ์ใจที่เกิดขึ้นรอบข้างซึ่งได้แก่ การรู้สึกดี รู้สึกชั่ว และ รู้สึกเฉย ๆ

        ถ้าจิตถูกครอบงำด้านดีมาก ๆ ก็จะรู้สึกเป็นสุข  
        ถ้าจิตถูกครอบงำด้านเลวมาก ๆ ก็จะรู้สึกไม่มีความสุข
        ถ้าจิตถูกครอบงำด้วยความรู้สึกเฉย ๆ ก็คือ ความรู้สึกที่เป็นปกติ ไม่ยินดี ยินร้ายใด ๆ ทั้งสิ้นนั่นเอง

        สำหรับจิตจะเปลี่ยนแปรอยู่ร่ำไป สุดแล้วแต่จะมีการครอบงำของความรู้สึกเข้ามาครอบงำ  ถ้าถูกครอบงำด้วยความโกรธ ก็จะโกรธขึ้นมาทันที  จิตจะแยกความนึกคิดไว้ตลอดเวลา และ ทุกขณะจิตที่มีความคิดเกิดขึ้น กระแสจิตจะเปลี่ยนจากชั่วโมงไปอีกชั่วโมง จากวันไปสู่วัน จากเดือนสู่เดือน และ จากปีสู่ปี   ไม่มีใครเกิดความพอใจได้ตลอดเวลา และระยะที่เรารู้สึกพอใจนั้นสั้นมาก และจะคอยเปิดช่องให้ความไม่พอใจเล็ดลอดเจ้ามาจนกลายเป็นอารมณ์ที่แปลกไปเรื่อย ๆ ดีหน่อย ถ้าเกิดความไม่พอใจขึ้นมา แต่ละครั้งนั้น จะมีความสุขตามมาเสมอ  บางทีก็รู้สึกเฉย ๆ ภาวะจิตไม่คงที่เป็นอันขาด ตรงกันข้ามจะเต็มไปด้วยกรรมวิธีแห่งการเปลี่ยนแปลงต่อเนื่องไม่รู้จบ.

        ตามปกติมนุษย์เรา จะแสวงหาทางให้หลุดพ้นจากความรู้สึกไม่สบายใจอยู่เสมอ และอยากให้เป็นความสุขที่ถาวรเสียด้วย  ฉะนั้น มนุษย์จะต้องสั่งสมปัญญาขึ้นมาเป็นพิเศษ  การประชุมปัญญานั้นจะต้องมีอนุภาพที่จะครอบงำจิตได้ด้วย  เพื่อความรู้สึกดี ๆ จะได้ไหลเข้าสู่จิตในขณะที่จิตขจัดความคิดชั่ว ๆ ออกไปสู่ข้างนอก ซึ่งจะไม่ผิดกับการที่จะรักษาของมีค่าไว้ในบ้าน  แล้วขจัดสิ่งไม่มีค่า หรือ สิ่งที่เป็นพิษภัยออกไปจากบ้านนั้นเช่นกัน....

 

ธรรมชาติ และ ธรรมะ
        กระแสแห่งความยุ่งเหยิงที่เกิดขึ้นในสังคมทุกวันนี้  เป็นเพราะเกิดความล้มเหลวในหมู่มนุษย์ ที่ไม่มีความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องธรรมชาติเอาเสียเลย แทนที่จะปล่อยวางให้สิ่งต่าง ๆ ดำเนินการไปตามหลักธรรมชาติ  เรากลับไปดึงเอาสิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นให้เป็นไปตามที่เราชอบเสียเอง  มีการสร้างความจำเป็นขึ้นมาอ้างด้วยวิธีสร้างจินตนาการ  เมื่อไม่ได้ผลตามใจหวังก็จะถือโกรธ และ เกิดความวิตกกังวลระทมทุกข์ขึ้นมาเอง ธรรมชาติ คือครูที่ดีที่สุดที่พึงจะหาได้  หากเราจะได้ศึกษาเกี่ยวกับธรรมชาติให้เต็มที่ และ สร้างความเข้าใจให้ถูกต้องตามหลักสัจธรรมบรรดาความเข้าใจผิดที่จะก่อให้เกิดความผิดหวังก็จะเหือดหายไปเอง

        เราลองมาเปรียบเทียบระหว่าง คนกับต้นไม้ ให้ชัดเจนดูบ้าง ก็จะเข้าใจเรื่องธรรมชาตินี้ง่ายขึ้น.

        บรรดาต้นไม้ที่เจริญงอกงามขึ้นเป็นกลุ่ม ๆ บนผืนแผ่นดินนั้นย่อมจะมีความแตกต่างกันในระหว่างพันธุ์ บางพวกจะโตเร็ว บางพวกจะโตช้า บางพวกจะมีกลิ่นหอม แต่บางพวกกลับไม่น่าชวนชม  บางพวกมีผิวพรรณราบรื่น แต่บางพวกกลับเต็มไปด้วยหนามแหลมคมเต็มไปหมด บางพวกมีลำต้นสูงแข็งแกร่งเป็นแนวตรง บางพวกกลับงอโค้ง และ โอนอ่อนตามกระแสลมตลอดเวลา  บางพวกก็ยืนตระหง่านเป็นอิสระ บางพวกเลื้อยเป็นแถวติดห้อยอยู่กับใกล้เคียง หรือ ตามผนังกำแพง บางพวกก็เป็นประโยชน์ บางพวกก็มีพิษภัย ความที่แตกต่างกันของต้นไม้นี้เองแหละ คือธรรมชาติของต้นไม้ เมื่อต้นไม้เจริญขึ้นนับเป็นปี ๆ ขึ้นไป  ความแตกต่างของมันก็จะแสดงให้เห็นในแต่ฤดูกาลที่ผ่านไป.

        คนเราก็เช่นเดียวกัน ย่อมมีความแตกต่างกันในเรื่องท่าทาง ผิวพรรณ กริยา สติปัญญา ความรู้ ความสามารถ ซึ่งมักจะแสดงให้เห็นได้ไม่ว่าในทางที่ถูกหรือทางที่ผิด เพียงคน 2 คนขึ้นไป ก็จะเห็นความแตกต่างเกิดขึ้นได้เสมอ หากไม่มัวคิดมากกับเรื่องความแตกต่างระหว่างคนเรา โดยไม่จำเป็นเราจะหาความสุขไม่ได้เลย เช่นถ้าไม่มัวคิดอยากให้ปีเตอร์ให้เป็นคนดีอย่างพอล หรือ ไม่มัวอยากให้เจเนตฉลาดเฉลียวเหมือนเจนิเฟอร์ ก็ไม่มีทางเป็นไปได้ เพราะต่างก็เป็นไปตามหลักธรรมชาติของตนเองโดยตลอด

        นับเป็นการยากแสนเข็ญ ที่จะปรับเปลี่ยนธรรมชาติของแต่ละคนได้ ยกตัวอย่างต้นไม้ก็แล้วกัน เช่น เราปลูกแอปเปิ้ล ผลที่มันมีลูกออกมาก็จะเป็นลูกแอปเปิ้ล จะเป็นส้มหรือเป็นแพร์ หรือจะเป็นผลไม้ตามใจชอบไม่ได้ทั้งสิ้น

        พระพุทธองค์ ทรงสอนให้ยึดหลักสัจธรรมให้มากที่สุด โดยเน้นธรรมชาติในตัวของเราเอง ซึ่งไม่ควรจะยุ่งเกี่ยวกับคนอื่นให้มากจนเกินไปแล้วก็จะเป็นสุข และเกิดความพึงพอใจในตัวของเราขึ้นมาเอง

        เราจะไม่รู้สึกหนักใจในกฏธรรมชาติ ถ้าจะเปรียบคนให้เข้ากับชีวิตของบัว 4 เหล่า อันได้แก่

จะเป็นได้ว่า ธรรมชาติโดยแท้ที่คอยเป็นครูสอนเราในรูปแบบต่าง ๆ แม้แต่ก้อนกรวดเล็ก ๆ ก็มีทางที่จะให้บทเรียนแก่เราได้มากมายมหาศาล   ฉะนั้น ธรรมะของพระพุทธองค์ดังกล่าวมานั้น ตัวเราจะได้ยึดมั่นในสัจธรรม และ ซื่อตรงต่อธรรมชาติเข้าไว้ ก็จะเกิดปัญญา มองเห็นความเป็นจริงของธรรมชาติ และ ผลสุดท้ายก็คือ ย่อมจะหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดอย่างไม่ต้องสงสัย....