ประวัติวัดสวนร่่มบารมี

นับแต่อดีต เดิมทีที่ิดินของวัดสวนร่มบารมีนั้นเป็นที่ดินของนายสุรินทร์และนางกิมล่วน   เจริญสมบัติ  ซึ่งมีพื้นที่
ประมาณ 4 ไร่ มีลักษณะเป็นที่ลุ่มแบบท้องนาซึ่งต่อมาด้วยจิตศรัทธาในพุทธศาสนา โยมทั้งสองท่านนี้
ได้เดินทาง
ไปยังวัดทับคล้อ (สวนพระโพธิสัตว์ ) อำเภอทับคล้อ จังหวัดพิจิตร  โดยได้ทำการถวายที่ดินเพื่อสร้างวัดกับ
พระเดชพระคุณหลวงพ่อ พระมหาโกศล จนฺทวณฺโณ (พระครูวิสุทธิภาวนาคุณ ในปัจจุบัน) เจ้าอาวาสวัดทับคล้อ
เมื่อประมาณ ต้น ๆ ปี พ.ศ. 2525

 

และต่อมาไม่นาน พระสุรทิน ญาณสุโภ ได้เข้าอุปสมบท ณ วัดมงคลทับคล้อ อำเภอทับคล้อ ในฐานะที่เป็น
ลูกศิษย์พระเดชพระคุณหลวงพ่อฯ ซึ่งในตอนนั้นเป็นวันก่อน เข้าพรรษา 1 วัน
และในวันเดียวกันนั้นเอง พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระมหาโกศล ได้เรียกพระสุรทิน เข้าพบแล้วแจ้งความประสงค์
ว่าต้องการให้ไปจำพรรษาที่บ้านหนองตม เพื่อไปจำพรรษาบนที่ดินดังกล่าวที่โยมถวายนั้น
ในขณะนั้น วัดสวนร่มบารมียังเป็นเพียงแค่ที่พักสงฆ์สวนร่มบารมี โดยที่ท่านได้บอกกล่าวแก่พระสุรทิน
ด้วยประโยคสั้น ๆ ว่า "เอ้า ท่านเล็กไปอยู่หนองตม" พร้อมกับส่งเงินให้ 300 บาท แล้วกล่าวว่า
 "ไปอยู่ให้เขาอิจฉา อย่าอยู่ให้เขาสงสาร "
และวันนั้นพระสุรทิน ก็เดินทางมายังที่พักสงฆ์สวนร่มบารมีในวันเข้าพรรษาพอดีในปี พ.ศ. 2525
พร้อมกับสามเณรอีก 1 รูป คือ สามเณรวสุ นันทสุข(พระวสุ  ปิยธมฺโม เจ้าอาวาสวัดสวนอธิษฐานบารมี
ในปัจจุบัน)
ในขณะนั้นที่พักจำพรรษาที่ดีที่สุดคือการนำทางมะพร้าวมาวางเรียงซ้อนกันเพื่อเป็นหลังคากันฝนได้เท่านั้น
เพราะสถานที่ยังมิได้รับการปลูกสร้างใด ๆ ทั้งสิ้น

 

 วัดสวนร่มบารมี มีพื้นที่กว่า 40 ไร่ จากที่สำนักสงฆ์ที่เป็นเพียงท้องทุ่งนาริมถนนสุดเขตเทศบาลตำบลวงฆ้อง
ได้รับการหว่านศรัทธาแทนการหว่านข้าว เพื่อสร้างรากฐานแห่งความมั่นคงในพระพุทธศาสนาเพื่อให้สมกับคำว่า
เนื้อนาบุญ
เริ่มต้นด้วยการปฏิบัติธรรม ปฏิบัติศาสนกิจด้วยพระสงฆ์ไม่กี่รูป แต่ปฏิบัติกันเรื่อยมาชักชวนชาวบ้านในละแวก
ใกล้เคียงให้เข้าร่วมสามัคคีธรรม สร้างธรรมทายาทด้วยพระธรรมคำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
และปฏิบัติตามคำสอนของครูบาอาจารย์ โดยมีอริยมรรค 8 เช่น   สัมมาทิฏฐิเป็นเข็มทิศชี้ทาง
ใช้สัมมากัมมันตะคือ การงานชอบ เป็นแกนกลาง
ดังจะเห็นได้ว่า พระภิกษุและสามเณรภายในวัดสวนร่มบารมีนั้น มีการงานอันชอบอยู่ทุก ๆ รูปและสร้างงาน
ภายในวัดด้วยตนเอง โดยมิได้มีการว่าจ้างรับเหมาจากผู้อื่นแต่ประการใดด้วยเห็นว่า ญาติโยมผู้มีจิตศรัทธา
ทั้งหลาย มิได้ปรารถนาเพียงแค่อยากให้มีสิ่งปลูกสร้าง ให้เกิดขึ้นมีความพร้อม ความสุข ความสวยงาม แต่หากปรารถนาให้เกิดสิ่งที่เรียกว่าคุณค่าและความงดงามจากการประพฤติและ ปฏิบัติที่รวมกันแล้วต้องเรียกว่า "ธรรม"

 

     พ.ศ.2540 กรมการศาสนาได้เลื่อนฐานะจากที่พักสงฆ์สวนร่มบารมี ขึ้นเป็นวัดสวนร่มบารมี
และในปี พ.ศ.2541ได้แต่งตั้งพระอธิการสุรทิน ญาณสุโภ เป็นเจ้าอาวาสวัดสวนร่มบารมีอย่างเป็นทางการ
รวมระยะเวลาแห่งการพลิกฟื้นท้องนาข้าว ให้เป็นท้องนาแห่งบุญกุศลรวมระยะเวลาถึง 22 ปี
นับแต่อดีตนอกเหนือจากการที่หลวงพ่อพระอธิการสุรทิน ญาณสุโภพาลูกพระ ลูกเณร อุบาสก อุบาสิกา ญาติโยม
ขวนขวายปฏิบัติธรรมบำเพ็ญศาสนกิจโดยมิได้ขาดแล้วก็ยังเอื้อเฟื้อต่อชุมชนด้วยการพัฒนาชุมชนในหลาย ๆ ด้าน
เช่น โครงการปฏิบัติธรรมระยะสั้น ให้กับหมู่คณะ ครู นักเรียน ชักชวนญาติโยมทำการเกษตรแบบไร่นาสวนผสม
เพื่อเผยแผ่ความรู้ทางการเกษตรตามแนวพระราชดำริแห่งองค์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
และบำบัดรักษาผู้ป่วยยาเสพติดด้วยยาสมุนไพร ซึ่งทำเช่นนี้ตลอดมาจากอดีตจนถึงปัจจุบัน
จนปัจจุบันงานที่คณะสงฆ์วัดสวนร่มบารมีได้กระทำอยู่ออกดอกออกผลเป็นที่น่าชื่นใจแก่ชุมชน ทั้งการอบรม


เด็กนักเรียนและเยาวชน ชาวบ้าน ข้าราชการทั้งหลาย ด้วยกระบวนการอบรมที่มีระบบ ระเบียบ แบบแผน
ทั้งการละลายพฤติกรรมและเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม พร้อมทั้งปลูกฝังคุณธรรม และจริยธรรมควบคู่ไปด้วยกัน
อีกทั้งยังมีการฝึกวิชาชีพต่าง ๆ ให้กับเยาวชนและผู้ที่สนใจ
ด้วยกิจกรรมและผลงานต่าง ๆ ที่ออกสู่สายตาสาธารณะชน วัดสวนร่มบารมี จึงได้รับความไว้วางใจและการยอมรับ
จากหลาย ๆ หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน และทั้งหน่วยงานขององค์กรสงฆ์ ซึ่งปัจจุบันวัดสวนร่มบารมีได้รับ
การแต่งตั้งจากกรมกิจการพลเรือนทหาร กองบัญชาการทหารสูงสุดให้เป็นศูนยพัฒนาคุณธรรมประจำภาคเหนือ
เพื่อควบคุมดูแลและประสานความร่วมมือกับศูนย์พัฒนาคุณธรรมทั้ง 17 จังหวัดของภาคเหนือ
และยังมีองค์กรที่เป็นเครือข่ายให้การสนับสนุนกิจกรรมต่าง ๆ ของวัดเช่น สำนักงานป้องกันและปราบปราม
ยาเสพติด(สำนักงาน ป.ป.ส.) ทั้งส่วนกลางและภาคเหนือ, กรมกิจการพลเรือนทหาร กองบัญชาการทหารสูงสุด,


สถานฑูตอเมริกาประจำประเทศไทย,เครือข่ายพระสงฆ์ทั่วประเทศ, สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจ
และสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ฯลฯ
ด้วยผลงานและผลของงานของคณะสงฆ์วัดสวนร่มบารมีทั้งหลายนี้ เกิดจากความคิด จากความคิดเป็นวาจา
จากวาจาเป็นการกระทำ ล้วนน้อมนำ ธรรมสุภาษิตของครูบาอาจารย์เป็นอุดมคติประจำใจทุกรูป ด้วยบทที่ว่า

สเจ รูปํ อุปาทิยติ สุขํ คเวเ้สนโต

ถ้าโทษคน ไม่โทษใจตน จะเป็นคนหาแผ่นดินอยู่เป็นสุขไม่ได้