พระพุทธศาสนามีหลักธรรมคำสอนต่างๆมากมายหลายหมวด แต่ละหมวดมีระดับความลึกซึ้งที่แตกต่างกัน ทั้งในทางโลกียธรรมและโลกุตตรธรรม และภายในหลักธรรมแต่ละหมวดก็มีข้อปลีกย่อย หรือมีองค์ประกอบต่างๆที่เชื่อมโยงกันและกัน ส่งเสริม สนับสนุนเกื่อกูลกันและกัน ทั้งในหมวดเดียวกันและระหว่างหมวด เป็นดังโครงข่ายใยแมงมุม หลักการพุทธปรัชญาที่สำคัญประการหนึ่ง คือ พุทธปรัชญาเป็นกระบวนการฝึกอบรมและพัฒนามนุษย์ให้รู้ ให้เข้าใจ และมีท่าทีที่ถูกต้องต่อสิ่งต่างๆ และสามารถนำมาปฏิบัติได้จริงๆ รวมทั้งยังสามารถ รู้ และเข้าใจในผลการปฏิบัตินั้นๆได้ด้วย ไม่ใช่แค่เพียงแต่ คิด รู้ เข้าใจเฉพาะแต่ในทฤษฎีเท่านั้น เพราะพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งการกระทำ (กรรมวาทและกิริยาวาท) เป็นศาสนาแห่งความเพียรพยายาม ไม่ใช่ศาสนาแห่งการอ้อนวอน ร้องขอ แต่จงลงมือกระทำด้วยตนเอง จากแนวคิดดังกล่าวนี้ การนำพระพุทธศาสนามาประยุกต์ใช้สำหรับสังคมปัจจุบันจึงมิใช่เป็นเรื่องล้าหลังอย่างที่ใครๆบางคนเขาคิดเห็นกัน โดยเฉพาะการนำมาใช่เพื่อสร้างพลังชุมชนเพื่อให้เกิดความเข้มแข็ง......
ประการแรก...การสร้างพลังความคิด หรือสัมมาทิฏฐิ ร่วม นับเป็นสิ่งสำคัญ ธรรมชาติของต้นไม้มันจะเจริญเติบโตขึ้นมาได้ ก็เพราะว่ามันได้รับการช่วยเหลือจากสิ่งแวดล้อม เช่น ดิน น้ำ ปุ๋ย และอากาศ สิ่งเหล่านี้ทำให้ลำต้น กิ่ง ใบ เติบโตขึ้น ถ้าลำพังเพียงตัวของมันเองล้วนๆ ถ้าไม่มีการช่วยเหลือจากสิ่งต่างๆรอบตัวมันแล้วไม่มีทางที่มันจะเจริญงอกงามเองได้ ทดลองดูก็ได้ เอาเม็ดมะม่วงใส่ขวดโหลที่เช็ดไว้ให้แห้งดีแล้ว ปิดผนึกเสียอีกทีไม่ให้อากาศเข้าได้ ทำอย่างนี้แล้วปล่อยทิ้งไว้สักปีดูซิว่ามันจะงอกแล้วเติบโตสักเท่าไร รับรองว่าคงสูงไม่ถึงคืบ หรือไม่ก็แห้งตายไปเฉยๆแน่นอน ต้นไม้ทุกชนิดเจริญงอกงามขึ้นมาได้ ผลิตดอกออกผลได้ทุกวันนี้เพราะมันได้รับการสนับสนุนจากสิ่งแวดล้อมทั้งนั้น
ยิ่งความเจริญในตำแหน่งหน้าที่ การงาน ฐานะ และอำนาจวาสนา ก็ยิ่งต้องมีการพึ่งพาคนอื่นๆเป็นจำนวนมากมาย ยิ่งใหญ่มาก ก็จะยิ่งต้องการความช่วยเหลือมาก เหมือนตึกสูงๆนั่นแหละ ยิ่งใหญ่มากก็จะยิ่งต้องพึ่งปูนทรายมาก ชิ้นใหญ่ ชิ้นเล็กรวมกันมากมาย เรื่องเหล่านี้เป็นที่รู้ๆกันอยู่สำหรับผู้มี ธรรมะ..ในใจ...แต่สำหรับคนไม่มีธรรมะไม่รู้ซึ้งเรื่องธรรมมะ เขาอาจจะมองไม่เห็น หรืออาจมองเลยไป หรือทำเป็นมองไม่เห็น คิดไปว่าตนมีบุญวาสนา มีราชรถมาเกย ตัวเองถึงได้นั่งเมือง.....
การสร้างสัมมาทิฏฐิร่วมคือการสร้างชุมชนให้มีพลังความคิดจะขาดหลักสามหลักไม่ได้คือ อะไร ทำไม อย่างไร เช่นทุกข์ที่ประสบอยู่นี้ คือ อะไร จะแก้ไขอย่างไร ทำไมต้องแก้ไข...มีอะไรเป็นเหตุปัจจัย จะเข้าไปเกี่ยวข้องหรือมีท่าทีต่อสิ่งนั้นอย่างไร และเมื่อเข้าไปเกี่ยวข้องแล้วจะต้องรู้จะต้องเข้าใจว่าจะได้รับผลหรือเกิดประโยชน์อย่างไร??
สัมมาทิฏฐิ คือ ความเห็นชอบ เห็นตามภาวะที่เป็นจริง ไม่บิดเบือน คลาดเคลื่อน เลื่อนลอย สัมามทิฏฐิถือว่ามีความสำคัญมาก เพราะสัมมาทิฏฐิอยู่ในฐานะที่เป็นประธาน เปฯตัวนำเป็นหัวหน้าในการที่จะนำสู่องค์มรรคข้ออื่นๆ ในอัฎฐังคิกมรรค หากผู้ใดไม่เกิดสัมมาทิฏฐิ คือ มีมิจฉาทิฏฐิ บุคคลนั้นย่อมจะประกอบ กรรมด้วยอกุศลกรรม และในทางตรงกันข้าม ถ้าบุคคลนั้นมีสัมมาทิฏฐิก็จะเป็นการง่ายที่บุคคลนั้นจะประกอบกรรมด้วยกุศลธรรม สัมมาทิฏฐิจึงเป้นเสมือนประตูที่จะพาไปสู่การกระที่ดีงาม
การสร้างสัมมาทิฏฐิร่วม คือ การสร้างทิฏฐิ (ความเห็น) ของกลุ่มคนผู้มีทิฏฐิที่แตกต่างกันให้เกิดมีความคิดเห็นร่วมกัน ตรงกัน เป็นไปในทิศทางเดียวกันหากชุมชนเกิดสัมมาทิฏฐิร่วมแล้ว ชุมชนนั้นก็กำลังเปิดประตูสู่การกระทำที่ดีงามได้เช่นเดียวกัน การเสริมสร้างสัมมาทิฏฐิร่วมให้เกิดขึ้นนั้นจะต้องอาศัยปัจจัย สองประการที่เชื่อมโยง ส่งเสริม สนับสนุนกัน คือ ปัจจัยภายนอก (ปรโตโฆสะ) และปัจจัยภายใน (โยนิโสมนสิการ).............
ปรโตโฆสะหรือปัจจัยภายนอก หรือปัจจัยสังคม คือ การอาศัยบุคคลอื่นหรือสิ่งแวดล้อมรอบๆตัวมาช่วยชี้แนะช่องทาง ชักนำให้เกิดสัมมาทิฏฐิ ปรโตโฆสะเป็นวิธีการเริ่มต้นด้วยศรัทธา คือ ศรัทธาต่อผู้อื่น
แต่ผู้อื่นในที่นี้ต้องมีคุณสมบัติ ๒ ประการ คือ
๑.๑...มีคุณสมบัติของความเป็นคนดี (สัตบุรุษ) อยู่ในตัวเอง คือ มีหลักธรรมที่เรียกว่า สัปปุริสธรรม ๗ ประการ ได้แก่ การรู้จักเหตุ รู้จักหลักความจริง รู้จักหลักการ รู้จักกฏเกณฑ์แห่งเหตุผล (ธัมมัญญุตา) รู้ความหมาย รู้ความมุ่งหมาย รู้ประโยชน์ที่ประสงค์ รู้จักผลที่เกิดจากการกระทำ (อัตถัญญุตา) ความรู้จักตนเข้าใจตนในฐานะต่างๆ (อัตตัญญุตา) เช่น เพศ อายุ ความสามารถ เป็นต้น ความรู้จักประมาณ ความพอดี (มัตตัญญุตา) ความรู้จักกาลเวลาอันเหมาะสม (กาลัญญุตา) ความรู้จักบริษัท รู้จักชุมชนคนหมู่มาก (ปริสัญญุตา) ว่าเป็นอย่างไร มีลักษณะอย่างไร และรู้จักบุคคลว่าแต่ละคนนั้นมีความแตกต่างกัน เพื่อที่จะเข้าไปเกี่ยวข้องได้ถูกต้องเหมาะสม (ปุคคลัญญุตา)
๑.๒...คุณสมบัติเฉพาะสำหรับทำหน้าที่ต่อบุคคลอื่น คือ มีหลักธรรมที่เรียกว่า กัลยาณมิตรธรรม ๗ ประการ ได้แก่ เป็นผู้น่ารักใคร่พอดี (ปิโย) เป็นผู้มีความประพฤติสมแก่ฐานะ น่าเคารพ (ครุ) เป็นผู้มีความรู้ มีภูมิปัญญาควรแก่การสรรเสริญ (ภาวนีโย) เป็นผู้ฉลาดพูด พูดให้ได้ผล เป็นที่ปรึกษาดี (วัดตา จะ) เป็นผู้อดทนต่อถ้อยคำพร้อมรับฟังคำวิพากษ์ วิจารณ์ (วจนักขโม) เป็นผู้พูดถ้อยคำลึกซึ้ง อธิบายเรื่องยุ่งยากซับซ้อนให้เข้าใจได้ (คัมภีรัญจะ กถัง กัตตา) เป็นผู้ไม่ชักนำไปในทางที่เสื่อมเสีย (โน จัฏฐาเน นิโยชเย)...นอกจากนี้ยังมีหลักธรรมเสริม หรือช่วยผู้ที่ยังไม่สามารถเป็น ปรโตโฆสะ ที่สมบูรณ์ แม้หลักธรรมเหล่านี้จะไม่เกี่ยวข้องโดยตรง แต่ก็มีความเกี่ยวข้องโดยอ้อมในลักษณะที่เป็นแนวทางพัฒนา ฝึกฝน อบรมตนเองให้มีคุณสมบัติของ ปรโฆสะ ที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น หลักธรรมเหล่านั้น ได้แก่ วิธีการคิด และวิธีการมองสิ่งต่างๆ ว่าไม่มีสิ่งใดอยู่ได้โดยลำพัง แต่ทุกๆสิ่งล้วนมีเหตู มีปัจจัยอาศัยเกี่ยวเนื่องกัน ..(หลักปฏิจจสมุปบาท) การลด ละ เลิก ตัณหา ทิฏฐิ มานะ (การขจัดปปัญจธรรม) การไม่มีความลำเอียง เพราะความรัก ความชัง ความหลงและความกลัว (การกำจัดอคติ) มีการคิดพิจารณาไตร่ตรอง ไม่เชื่อหรือยึดถืออะไรอย่างมักง่าย (กาลามสูตร) รู้จักพูดและสื่อความหมายให้ผู้อื่นเข้าใจได้ (วิธีการทูต)
ประการที่๒... โยนิโสมนสิการ (การกระทำในใจโดยแยบคาย) หรือ ปัจจัยภายในตัวบุคคล คือ...
การใช้ความคิดให้ถูกวิธี ความรู้จักคิด คิดมีระเบียบ คิดมีเหตุผล คิดเร้าด้วยกุศล ไตร่ตรองตามตามแนวเหตุปัจจัย เมื่อได้รับฟังสิ่งใดมา ก็นำมากระทำในใจโดยแยบคาย รู้จักคิดแยกแยะ วิเคราะห์ เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ถูกต้อง สอดคล้องกับสภาวะหรือสิ่งที่เป็นจริง ผู้ที่มีโยนิโสมนสิการ คือ ผู้มีอิสระในความนึกคิด มีความคิดเป็นของตนเอง ไม่เชื่อฟัง หรือศรัทธาผู้อื่นโดยปราศจากเหตุผลของตนเอง วิธี โยนิโสมนสิการ
หรือ วิธี กระทำในใจโดยแยบคาย ได้แก่...
๒.๑..วิธีคิดแบบสาวเหตุปัจจัย เป็นวิธีคิด พิจารณาให้เข้าใจในสภาวะของสิ่งทั้งหลายว่า ต่างก็เป็นเหตุปัจจัยในกันและกัน อาศัยกันและกัน ส่งผลสืบทอด
๒.๒..วิธีคิดแบบแยกแยะส่วนประกอบ หรือการกระจายเนื้อหา เป็นวิธีคิดพิจารณาให้เข้าใจว่า สิ่งนั้น สถานการณ์นั้น โดยภาพรวมมีอะไรเป็นส่วนประกอบบ้าง
๒.๓..วิธีคิดแบบสามัญลักษณ์ หรือวิธีคิดแบบรู้เท่าทันธรรมดา เป็นวิธีคิดเพื่อให้เกิดความเข้าใจในความไม่คงทนถาวร ทุกสิ่งล้วนมีความเปลี่ยนแปลงไปเป็นธรรมดา
๒.๔..วิธีคิดแบบอริยสัจ หรืวิธีคิดแบบแก้ปัญหา เป็นวิธีคิดสืบสาวหาสาเหตุ ต้นตอของปัญหาเพื่อเตรียมการแก้ไข แล้วกำหนดเป้าหมาย และวิธีแก้ไขให้ตรงจุดที่สุด
๒.๕..วิธีคิดตามหลักการ และความมุ่งหมาย เป็นวิธีคิด พิจารณาให้เข้าใจ ในความสัมพันธ์กันระหว่างหลักกับจุดมุ่งหมาย เพื่อการลงมือปฏิบัติจะให้ได้ผลตามหลักการ หรือตามจุดมุ่งหมายนั้นๆ
๒.๖..วิธีคิดแบบมองหาคุณและโทษ พร้อมทางออก เป็นวิธีคิดพิจารณาข้อดี ข้อเสียของสิ่งต่างๆ และมองหา มองเห็นทางออกล่วงหน้า มองลึกซึ้งจนเห็นถึงจุดมุ่งหมาย และรู้ว่าจุดมุ่งหมายที่จะไปนั้น คือ อะไร เป็นอย่างไร
๒.๗..วิธีคิดแบบหาคุณค่าแท้ คุณค่าเทียม เป็นวิธีคิดให้เข้าใจถึงสาระอันเป็นแก่นแท้ของสิ่งต่างๆ เช่น คุณค่าแท้ของอาหารนั้นมีคุณค่าทางโภชนาการ คุณค่าเทียม คือ มีรสอร่อย...อย่างนี้เป็นต้น
๒.๘..วิธีคิดแบบปลุกเร้าคุณธรรม เป็นการเลือกที่จะคิด วิธีคิดในทางที่จะเป็นประโยชน์ในการฝึก อบรม เพื่อการพัฒนาตนเอง และสังคม
๒.๙..วิธีคิดแบบเป็นอยู่ในปัจจุบัน เป็นวิธีคิดเพื่อจะให้อยู่กับปัจจุบัน โดย ไม่อาลัยอาวรณ์กับอดีต ไม่พะวงเรื่องอนาคต แต่ เน้นการกระทำในปัจจุบัน และสามารถปฏิบัติได้จริง ไม่เพ้อฝันไร้จุดหมาย
๒.๑๐..วิธีคิดแบบวิภัชชวาท เป็น วิธีคิด วิเคราะห์ แยกแยะ ให้ครบทุกๆอย่าง ทุกๆด้าน ไม่จับเอาด้านใดด้านหนึ่งขึ้นมาวิจัย ตัดสิน ตีขลุม ลงไปอย่างนั้นทั้งหมด ทั้งสิ้น...
การสร้างคนนอกชุมชน และคนในชุมชนให้เกิดสัมมาทิฏฐิร่วมนั้น กลุ่มคนทั้งสองจะต้องพยายามพัฒนาตนเองให้มีคุณสมบัติเป็น ปรโตโฆสะที่ดี ที่พร้อมจะรับฟังความคิดเห็นของฝ่ายตรงกันข้ามด้วยเหตุผลโดยปราศจากอคติใดๆ แล้วนำความคิด และข้อคิดเห็นนั้นๆเข้าสู่การกระทำในใจด้วยตนเองอีกด้วย (โยนิโสมนสิการ)
ปรโตโฆสะ และโยนิโสมนสิการเป็นปัจจัยที่ส่งเสริม เกื้อหนุนกัน กล่าวคือ...ปรโตโฆสะหรือความเป็นกันยาณมิตรจะเป็นผู้ชี้ช่องทางชักนำ (การเสวนาสดับธรรม) ให้เกิดศรัทธา ศรัทธาจะเชื่อมโยงต่อกันกับโยนิโสมนสิการ เกิดการกระทำในใจ ด้วยวิธีคิดและด้วยเหตุผลของตนเองจนเกิดความเข้าใจในตนเองนั่นคือ สัมมาทิฏฐิร่วมได้เกิดขึ้นแล้ว สัมมาทิฏฐิร่วม คือ ทุกคนมีความเห็นร่วมกันว่าสิ่งนั้นคืออะไร มีสภาวะอย่างไร สิ่งนั้นมีอะไรเป็นเหตุปัจจัย มองเห็นวิถีทาง หรือแนวทางปฏิบัติต่อสิ่งนั้นได้อย่างถูกต้อง ถูกทาง และมองเห็นว่าเมื่อลงมือทำ ลงมือปฏิบัติแล้วจะเกิดผลอะไร อย่างไร สัมมาทิฏฐิร่วมนี้เป็นการสร้างพลังความคิดเห็น (การรวมพลังทางความคิด) ที่จะผลักดันสู่การกระทำต่อไป
การสร้างพลังการกระทำ...
การสร้างพลังการกระทำ คือ การนำพลังความคิด หรือสัมมาทิฏฐิร่วมสู่การปฏิบัติให้เกิดผลสำเร็จตามความมุ่งหมาย ในพุทธศาสนามีหลักธรรมคำสอนที่สามารถอธิบายประยุกต์ใช้ได้ และที่สำคัญและที่มองเห็นได้อย่างชัดเจน คือ อิทธิบาท ๔
อิทธิบาท ๔ เป็นคุณธรรมที่จะนำสู่ความสำเร็จแห่งผลที่มุ่งหมาย คือ ชุมชน เอาใจจดจ่ออยู่กับสิ่งนั้น (จิตตะ) และชุมชนต้องหมั่นคิด หมั่นไตร่ตรอง ตรวจสอบ พิจารณาหาเหตุผล เพื่อการแก้ไขปรับปรุงอยู่เสมอๆ (วิมังสา )...ความมุ่งมั่นของชุมชนที่จะทำงานนั้นให้เกิดความสำเร็จจากความรัก ความเข้าใจ ความสามัคคี มีเอกภาพในการทำงานของหมู่คณะ ถือเป็นพลังการกระทำของชุมชนนั้นๆ....
การสร้างความรัก ความสามัคคีในชุมชน...
การสร้างความรัก ความสามัคคีในชุมชน มีหลักธรรมที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ คือ สาราณียธรรม๖
สาราณียธรรม ๖ เป็นหลักธรรมที่สร้างให้เกิดความรัก ความสามัคคีของชุมชน ซึ่งชุมชนจะต้องมีคุณธรรมเหล่านี้ คือ มีเมตตากายกรรมต่อกัน (ช่วยเหลือกิจธุระของเพื่อนๆสมาชิกด้วยความเต็มใจ )
มีสาธารณโภคี (มีการแบ่งปัน เฉลี่ย เจือจานให้ได้มีส่วนร่วมใช้สอย บริโภคทั่วกัน ) มีสีลสามัญญตา (มีความประพฤติสุจริตดีงาม ) มีทิฏฐิสามัญญตา (มีความเห็นชอบร่วมกันในข้อที่เป็นหลักการสำคัญที่จะนำไปสู่การขจัดปัญหาต่างๆ ) สาราณียธรรม ๖ จะช่วยเสริมสร้างความรัก ความเข้าใจ ความสามัคคี สร้างความสัมพันธ์ที่ดีๆระหว่างกัน และความเป็นอันหนื่งอันเดียวกันของชุมชน....
การสร้างความมีระเบียบ วินัยของชุมชน
เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยและความสงบสุขของชุมชน ชุมชนจำเป็นต้องมีกฎ มีกติกา ที่ต้องยึดถือนำมาปฏิบัติร่วมกันอย่างเคร่งครัด การเคารพกฎ กติกา ของมวลสมาชิกนี้แสดงให้เห็นถึงความมีวินัยของหมู่คณะ ดังที่พระพุทธองค์ได้เปรียบสิกขาบทที่บัญญัติ ว่า “เป็นเสมือนด้ายที่ร้อยดอกไม้ต่างพรรณ ที่ร้อยดอกไม้ให้ดีแล้ว แม้ลมก็ไม่กระจาย ขจัดไม่ได้ซึ่งดอกไม้เหล่านั้น “ สิกขาบทที่บัญญัติจึงเปรียบเสมือนเครื่องมือ หรืออุปกรณ์ที่จะร้อยรัดมวลสมาชิกในชุมชนให้อยู่ร่วมกัน ด้วยความเป็นระเบียบเรียบร้อยสงบสุข..อนึ่ง..มีวิธีคิดว่า .วินัยมีเอาไว้ใช้กับตนเองเพื่อผู้อื่น เพื่อชุมชน เพื่อสังคม มิใช่นำไปคอยจ้องบังคับใช้กับผู้อื่นเพื่อตน มิฉะนั้นจุดประสงค์จะเกิดความผิดพลาดอย่างมหันต์ และ พันธกิจนั้นๆจะไม่มีวันสำเร็จยั่งยืนได้
จากแนวคิดเรื่องพระวินัยปิฎกนี้ สามารถนำมาอธิบายประยุกต์ใช้ในการสร้างให้ชุมชนมีความเป็นระเบียบเรียบร้อย และสงบสุขได้ ดังนี้
๓.๑...เนื้อหาในบทบัญญัติ (กฎ กติกา ) จะต้องสอดคล้องกับกรอบทั้งหมดของหลักการหรือจุดมุ่งหมาย (ในที่นี้หมายถึง สัมมาทิฏฐิร่วม ) และเมื่อปฏิบัติตามแล้ว สามารถบรรลุหลักการ หรือจุดมุ่งหมายนั้นๆได้ ไม่คลาดเคลื่อนเลื่อนลอย
๓.๒...การกำหนดบทลงโทษต่อผู้ละเมิดข้อบัญญัติ ( กฎ กติกา )ต้องพิจารณาความหนักเบา จากข้อบัญญัติในแต่ละข้อว่ามีความใกล้ ( ง่าย ) หรือไกล (ยาก ) ที่จะเข้าถึงหลักการ หรือจุดมุ่งหมาย ถ้ามีการละเมิดบทลงโทษต้องหนัก ขณะเดียวกัน ถ้าข้อบัญญัตินั้น ไกล ยาก และช้าที่จะเข้าถึงหลักการหรือจุดมุ่งหมาย ถ้ามีการละเมิด บทลงโทษต้องเบาลงตามลำดับ
๓.๓...จุดมุ่งหมายของการบัญญัติ กฎ กติกา จุดมุ่งหมายนอกจากจะเป็นเครื่องมือสร้างความเป็นระเบียบเรียบร้อยของชุมชน และเปิดโอกาสให้สมาชิกปฏิบัติได้อย่างสะดวกแล้ว บทบัญญัติในแต่ละข้อจะต้องสอดคล้อง ไม่ขัดกันกับสิ่งที่ดีงามที่มีอยู่แล้วในชุมชนนั้นๆ เช่น ความเชื่อ ภูมิปัญญาของท้องถิ่น ศิลปวัฒนธรรมที่ดีงาม เป็นต้น
๓.๔...กระบวนการบัญญัติ กฎ กติกา จะต้องเกิดจากการปรึกษาหารือ ประชุมร่วมกันในบรรยากาศที่เป็นกัลยาณมิตร ไม่ใช่เกิดจากผู้ใดผู้หนึ่งกำหนดขึ้นโดยลำพัง จากนั้นก็ประกาศให้มวลสมาชิกรับทราบและถือปฏิบัติโดยทั่วกัน
เมื่อสมาชิกถือปฏิบัติตาม กฎ กติกา ความมีวินัยก็จะเกิดขึ้นในชุมชน ความมีวินัยในชุมชนเป็นเครื่องวัด (indicator ) หนึ่งที่จะชี้ว่าชุมชนมีพลังความเข้มแข็งมากน้อยเพียงใด
การป้องกันความเสื่อมสลายของชุมชน.........
เนื่องจากกระแสสังคมโลกภายนอกได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ในโลกยุคข้อมูลข่าวสารชุมชนจึงหลีกหนีไม่พ้นที่จะถูกกระทบจากกระแสสังคมโลกภายนอก การป้องกันมิให้ชุมชนไหลไปตามกระแสนี้อย่างไร้เหตุผล มีหลักธรรมหนึ่งที่สามารถนำมาอธิบายเพื่อประยุกต์ใช้ช่วยป้องกันการเสื่อมสลายของชุมชน คือ หลักธรรมที่เรียกว่า...”อปริหานิยธรรม ๗ “ อันเป็นหลักธรรมที่จะช่วยสร้างเสริมความมั่นคง และชุมชนจะยังดำรงความเป็นตัวของตัวเอง รักษาหลักการหรือจุดมุ่งหมายเดิม ( สัมมาทิฏฐิร่วมเดิม )เอาไว้ได้ โดยไม่เสื่อมสลายไปตามกระแสสังคมโลกภายนอก ซึ่งเราทั้งหมดยังไม่รู้ว่าสิ่งเหล่านั้นจะพาไปสู่สิ่งดี หรือเลว อปริหานิยธรรม ๗ ประการที่ชุมชนจะต้องมี คือ ชุมชนจะต้องหมั่นประชุมกันเนืองนิตย์ พร้อมเพรียงกันประชุม พร้อมเพรียงกันเลิกประชุม และพร้อมเพรียงกันปฏิบัติภารกิจ ไม่บัญญัติแล้วเลิกล้มข้อบัญญัติโดยไม่ผ่านความเห็นชอบของชุมชน สมาชิกของชุมชนจะต้องให้ความเคารพเชื่อฟังผู้อาวุโสซึ่งมีประสบการชีวิตมาก่อน ให้เกียรติซึ่งกันและกัน ชุมชนมีความเคารพในคุณงามความดี เชิดชูวัฒนธรรม รวมทั้งภูมิปัญญาที่ดีงามของบรรพบุรุษ และชุมชนรู้จักแสวงหา และรักษาคนดีให้อยู่ในชุมชน... หลัก อปริหานิยธรรม เป็นหลักธรรมที่จะช่วยสร้างเสริมความมั่นคงให้กับชุมชนเอง อปริหานิยธรรมจึงเปรียบเสมือนภูมิคุ้มกันของชุมชน ที่จะช่วยป้องกันสิ่งแปลกปลอมจากสังคมภายนอก และยังจะช่วยชุมชนสามารถเลือกปรับใช้สิ่งใหม่ๆ วัฒนธรรมใหม่ที่หลั่งไหลเข้าสู่ชุมชนได้อย่างถูกต้อง ดีงาม และเหมาะสม...
กล่าวโดยสรุป....
ในพุทธปรัชญามีหลักธรรมคำสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และสามารถนำมาอธิบายประยุกต์ใช้สร้างพลังชุมชนได้ กล่าวคือ...
การสร้างพลังชุมชนนั้น เริ่มต้นด้วยการสร้างพลังทางความคิดด้วยกระบวนการสร้าง สัมมาทิฏฐิร่วม ( โดยอาศัยกระบวนธรรม ปรโตโหสะ และ โยนิโสมนสิการ ) จากนั้นนำพลังความคิดนี้ไปสู่การปฏิบัติจริงให้เกิดผลสำเร็จตามความมุ่งหมาย เป็นพลังการกระทำ (ด้วยกระบวนธรรม อิทธิบาท ๔ ) แล้วสร้างความรัก ความสามัคคี และความมีเอกภาพให้เกิดขึ้นในชุมชน ( ด้วยกระบวนธรรม สาราณียธรรม ๖ ) จากนั้นเสริมสร้างชุมชนให้อยู่ร่วมกันด้วยความมีระเบียบ วินัย ( โดยการประยุกต์แนวคิดเรื่องวินัยในพระ วินัยปิฎก ) ขณะเดียวกันชุมชนเองก็ต้องมีภูมิคุ้มกันจากกระแสโลกภายนอก (ด้วยกระบวนธรรม อปริหานิยธรรม ๗ )
นี่คือแนวคิดการสร้างพลังชุมชนในพุทธปรัชญา ซึ่งนำมาปฏิบัติได้จริงตามขั้นตอนเหล่านี้ให้ได้ พึงหวังได้เลยว่าชุมชนนั้นจะเกิดพลังชุมชนที่เข้มแข็ง สามารถพึ่งตนเองได้ และอาจนำไปสู่การพัฒนาชุมชนของตนเองให้ยั่งยืนถาวร ในตอนท้าย ..ของจุดเริ่มแรกนี้..บอกได้เลยว่า ปัญหา มันไปรอคอยท่านอยู่ข้างหน้านั้นแล้วอย่างแน่นอน....เมื่อพูดถึงปัญหางงท่านได้โปรดหยุดของดูตัวของท่านเองสักเล็กน้อย...
ท่านเล็กหรือใหญ่ไม่สำคัญ...สำคัญท่านพร้อมไหมที่จะเล็กก็ได้ใหญ่ก็ได้เมื่อสถานการณ์มาถึง เมื่อมองตรงนี้แล้วท่านบอกว่า ไม่ไหว..ก็ไปเลย..ไปไกลๆ...ไปอยู่ท้ายๆและอย่าเงยหน้ามาให้ใครเขาเห็นอีกไปจนตลอดชีวิต...เท่านี้เองตัวท่านจะเป็นสุข.... แต่...ถ้าท่านพร้อม ท่านจงดูข้อความต่อจากนี้ไป....
ปัญหาทุกปัญหามีทางออกเสมอ ..เพียงแต่คุณมองยังไม่เห็น...
หรือคุณเห็นแต่คุณไม่เลือกมัน สิ่งเดียวที่ขังตัวคุณไว้ในปัญหา คือความคิดของตัวคุณเอง...
คนแต่ละคนอาจจะมีไม่เท่ากัน....แต่ทุกๆคนมีทุกสิ่งทุกอย่างพอในตัวเอง ที่จะมีชีวิตที่ดีที่สุด เท่าที่ตัวเองจะเลือก ชนิดอย่างที่ชีวิตควรจะเป็น...
ชีวิตของคนมีกาย มีใจ ไม่ต่างกัน ความต่างมันอยู่ตรงที่คนๆนั้น..
จะได้รับบทเรียนพอที่จะจริงใจกับตัวเองหรือไม่ ในการที่จะแก้ไขปัญหา และพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงตนเอง เพื่อชีวิตใหม่หรือไม่ ก็เท่านั้นเอง..จริงงง..
การครองตน....
๑การครองตน
เริ่มที่...ทำอย่างไรเราจึงจะเจริญ..? เป็นปัญหาที่ผู้หวังความเจริญจะต้องนำมาคิด และคิดด้วยเหตุผล ไม่ใช่สร้างความหวังอย่างเลื่อนลอย....
จะดูอะไรเป็นตัวอย่างได้ล่ะ..? จะเปรียบเทียบได้กับอะไร...?
ธรรมะ คือธรรมชาติ ดูจากสิ่งที่เป็นธรรมชาติทั่วๆไปก่อน....เอาต้นไม้ก็ได้ ธรรมชาติของต้นไม้มันจะเจริญเติบโตขึ้นมาได้
ก็เพราะมันได้รับการช่วยเหลือจากสิ่งแวดล้อม เช่น ดิน น้ำ ปุ๋ย และอากาศ เป็นต้น ทำให้ลำต้น กิ่ง ใบเติบโตขึ้น ถ้าลำพังตัวของตัวมันเองล้วนๆเมื่อไม่ได้รับการช่วยเหลือจากสิ่งอื่นๆรอบตัวแล้วมันก็เติบโตเองไม่ได้ ทดลองดูก็ได้....ลองเอาเมล็ดพืช เช่น เม็ดขนุนเม็ดหนึ่งใส่ลงไปในขวดปิดจุกให้แน่น อย่าให้น้ำให้ปุ๋ย ที่สุดแม้แต่อากาศก็อย่าให้เข้าไป ทำอย่างนี้ต่อให้สักสิบปีก็สูงไม่ถึงคืบจะมีก็แต่นับวันจะแห้งเหี่ยวไปตามกาลเท่านั้น ต้นไม้ทุกชนิดที่ผลิตดอกออกผลอยู่ทั่วๆไปนั้นล้วนแต่จะเติบโตเพราะมันได้รับการสนับสนุนจากสิ่งแวดล้อมทั้งสิ้น....
ร่างกายของคนเรานี้ก็ใช่ ที่เราเจริญเติบโตมาได้จนบัดนี้ ก็เพราะว่าเราได้รับการช่วยเหลือจากสิ่งแวดล้อมมากมาย คิดดูเอาเองก็พอจะรู้ พอคลอดออกมาก็เริ่มมีมือของคนอื่นเข้ามาช่วยเหลือ และก็ได้รับปัจจัยอื่นๆอีกหลายๆสิ่ง หลายๆอย่างค่อยๆทยอยกันเข้ามาช่วย ถ้าคลอดออกมาแล้วปล่อยให้เจริญเติบโตแต่เพียงลำพังป่านนี้เสร็จไปนานแล้ว....
ยิ่งความเจริญในตำแหน่งหน้าที่ ฐานะ และอำนาจวาสนา ก็ยิ่งต้องพึ่งคนอื่นๆเป็นจำนวนมากมายยิ่งใหญ่มาก ก็ยิ่งต้องการความช่วยเหลือมาก เหมือนตึกสูงๆนั่นแหละ ยิ่งใหญ่มากก็ยิ่งต้องพึ่งอิฐ พึ่งปูนทรายชิ้นเล็กชิ้นน้อยเป็นจำนวนมาก เรื่องอย่างนี้เป็นที่ทราบกันดี สำหรับผู้มี ธรรมะ..ในใจ.............แต่สำหรับคนไม่มี ธรรมะ ไม่รู้ซึ้งเรื่อง ธรรมะ อาจมองไม่เห็น หรืออาจมองเลยไปทำเป็นมองไม่เห็น ทะนงตนว่า “ ราชรถมาเกย “ ตัวเองจึงได้นั่งเมือง อาจจะคิดไปเสียอย่างนี้ก็เป็นได้ เพราะคนเราลองได้ขาด ธรรมะ เสียอย่างเดียว เขาอาจจะ บ้า บอด ใบ้ หนวก ก็ได้ทั้งนั้น.....
....สรุปว่า...การครองตนโดยธรรมก่อนนั้นหนาพาเจริญได้ หรืออาจพาสู่ปัญญาสูงๆขึ้นไปได้อย่างแน่นอน.....
๒...การครองคน...
เมื่อความเจริญที่เราต้องการนั้นต้องอาศัยคนหลายๆคนช่วยสร้าง ปัญหาจึงมีอยู่ว่าแล้วจะทำอย่างไร..?คนอื่นๆเขาจึงจะมาช่วยเรา....
ดูโขนเรื่อง รามเกียร แล้วอยากเป็นอย่าง ทศกรรณ มีสิบหน้า ยี่สิบมือ คงจะดีได้เปรียบในเชิงทำงาน เช่นนั่งเขียนหนังสืออยู่นี้ มือหนึ่งเมื่อย อีกมือหนึ่งก็เข้ามาช่วยผลัดกันเขียนก็จะดีไม่น้อย หรือถ้าจะมีเรื่องเถียงกับใครจะได้มีหลายๆปากช่วยกันเถียง คงเสียงดังกว่าคนอื่นๆพิลึก
ใครเคยคิดหรือไม่ว่า มนุษย์เดินดินกินข้าวบิณฑบาตอย่างพระทั่วๆไปนี้ อาจมีตา มีหู มีมือ ยิ่งกว่าเจ้าเมืองลงกาก็เป็นได้ อาจจะทำได้มากกว่าผู้วิเศษในนิยายเสียอีก ดีไม่ดี หู ตาของเรามีมากๆโดยไม่ต้องเกะกะเวลาหลับ เวลานอนเพราะตา หู มากมายเหมือนสับปะรด
การเพิ่ม หู เพิ่มตาให้กับตนเองได้ คือ ทำให้คนข้างๆเราเป็นมิตรกับเรา ตามธรรมดามิตรย่อมช่วยเหลือเป็นหู เป็นตาให้กับมิตรของตนเหมือนกับว่าเป็นคนๆเดียวกัน หรือภาวะของความเป็นมิตรนั้นก็คือการมีหัวใจดวงเดียวกัน แต่แยกกันออกไปครองร่างหลายๆร่าง ตัวเราอยู่พิษณุโลก ถ้าที่โคราชมีมิตรของเราอยู่คนหนึ่ง ก็เท่ากับเราได้หู ได้ตา ได้ปากไว้ที่นั่นอีกชุดหนึ่ง มีมิตรของเราอยู่ทั่วประเทศ ทั่วโลก ใครเพิ่มพูน ตา หู ปากไว้มากเท่าไร ก็วิเศษเท่านั้น
..สรุป..การทำคนให้เป็นมิตร เป็นสิ่งจำเป็นมากสำหรับผู้หวังความก้าวหน้า บางคนอาจจะบอกว่า มีมิตรมากนั้นไม่สำคัญ ขอให้มีอำนาจตัดคอคนได้ก็บงการคนได้เช่นกัน ไม่เถียง ไม่ขอเถียง แต่..แม้ว่าอำนาจสามารถสั่งคนได้เป็นกองทัพ แต่ก็หมิ่นอันตรายกับตนเองได้ทุกเมื่อเช่นเดียวกัน ใครจะครองอำนาจได้ยาวนานไปตลอด...เข้าไปนั่งในหัวใจของเขาดีกว่า ดีกว่าขึ้นไปนั่งบงการอยู่บนหัวของเขา...
ไม่ดีกว่าหรือ....
๓....การครองงาน...มีสองลักษณะ คือ กับตนเอง กับผู้อื่น
สำหรับตนเองนั้น การครองตนจะขาดไม่ได้อยู่ ๓ ประการคือ อะไร ..? ทำไม...? อย่างไร...? เช่น งานนี้เพื่ออะไร..?หรือทำไมต้องทำ..?งานนี้จะทำอย่างไร..? ต้องตอบสังคมได้ ต้องตอบตนเองได้...แน่นอนประโยชน์นั้นคำตอบอยู่ที่เพื่ออะไรแล้วเต็มๆ...งานหนึ่งชิ้นขาดตัวประกอบหลักประการใดไปต้องถือว่างาน
นั้นไม่สมบูรณ์ และในฐานะที่อาตมาเป็นพระภิกษุ จะต้องไม่ลืมว่า...พระวินัยมีเอาไว้ใช้กับตนเองเพื่อผู้อื่นไม่ใช่เอาวินัยไปบังคับผู้อื่นเพื่อตน...
สำหรับกับผู้อื่น ผู้ร่วมงานการมอบงานให้ผู้อื่นทำเป็นอีกจุดหนึ่งที่อาจทำให้งานอ่อนด้อยหรือเข้มแข็งได้ จะมอบงาน จะให้งานไม่ล้มเหลวเมื่อเขาคือผู้ร่วมงาน จงมอบงานให้เหมาะสมกับจริตของเขาให้มากที่สุด เคล็ดลับกล่าวว่า ปล่อยให้เขาได้เล่นกับตัวของเขาเองเขาจะสนุกกับงานนั้นเอง.....คนที่ได้รับงานตรงกับความรัก ความชอบของเขาได้ เขาผู้นั้นจะได้สนุกกับงาน และเขาจะทำงานนั้นๆด้วยความภาคภูมิใจอย่างชนิดที่ว่าทำงานไม่รู้จักเหน็ดจักเหนื่อย ไม่รู้จักหิว...งาน...เมื่อมีผู้เข้ามาสนับสนุนให้เขาผู้นั้นได้ทำงานที่ตรงกับจริตของเขา ใจของเขาก็จะรู้สึกเพลิดเพลินไปกับงานเหมือนปลาที่ถูกปล่อยลงน้ำหรือเหมือนกระต่ายไพรที่ถูกปล่อยเข้าป่านั่นแหละ
จงอย่าลืมว่า..งานเหล่านั้นเราเองคือผู้บงการ เราจะไปเคี่ยวเข็ญให้เขาเหมาะกับงานทุกๆอย่างย่อมเป็นไปไม่ได้แน่นอน ที่เป็นไปได้อย่างแน่ๆก็คือ พลิกแพรงงานให้เหมาะสมกับคน งานนั้นก็จะไม่มีวันเสียหาย...ถ้าเราเข้าไปนั่งอยู่ในหัวใจของเขาได้จริง...ก็ให้เขาได้เล่นอยู่กับความชอบของเขาเอง..ก็เท่านั้น..
ผลงานที่ดีเด่นและความภาคภูมิใจ....
ผลงานที่ดีเด่นของทีมงานวัดสวนร่มบารมี มีอยู่หลายงาน โดยส่วนตัว อาตมา พระครูโฆสิตธรรมสุนทรเป็นผู้นำทีมงานนั้น ยังไม่ใช่ความเต็มความภาคภูมิใจเลย โล่รางวัลเกียรติยศต่างๆ เกียรติบัตรต่างๆเหล่านั้น พวกเราไม่เคยอิ่ม และจะไม่มีวันอิ่มมันเด็ดขาด และจะไม่ถือว่าสิ่งเหล่านี้คือความสำเร็จสูงสุดของเรา เพราะเราคิดว่าคนเราเมื่อถึงจุดหมายปลายทางมันจะหยุด มันจะอิ่ม มันจะเบื่อ และที่สุดคือพอ เราจึงไม่มีวันพอ จะขอสะสม ป้าย..เกียรติยศนี้อีกต่อไปและต่อไป
แต่ครั้งหนึ่งที่อาตมายินดีมากเป็นสุขมากคือ ได้ไปพบกับเด็กๆที่เคยได้รับการอบรมศีลธรรม ในค่ายจริยธรรมของวัดสวนร่มบารมีคราวเดียวกันถึง สี่คนในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งของจังหวัดพิษณุโลกทั้งสี่คนเข้ามากราบอาตมาพร้อมๆกัน ก้มลงกราบลงไปกับพื้นบนทางเดินในห้างนั้นโดยไม่รังเกียจว่าจะเปื้อนบางคนเข้ามากอดขาแล้วกล่าวว่า ขอบคุณครับหลวงพ่อที่มอบวันนี้ให้กับผม พวกผมมีงานทำมีอนาคตได้มาทำงานในห้างนี้อยู่หลายคน โดยหลวงพ่อกับหลวงพี่วัดสวนร่มฯ มอบให้ ด้วยการอบรมและชี้แนะให้ได้รู้จักการใช้ชีวิตที่ดีงามตามหลักจริยธรรม ผมถึงได้มีวันนี้ ไม่เช่นนั้นป่านนี้พวกผมคงเป็นไอ้ขี้ยาหรือไม่ก็ติดคุกไปแล้ว.....ภูมิใจจัง เด็กเกเรกลุ่มหนึ่ง หาอนาคตไม่ได้ กลับมีอนาคตแล้ว..
บทส่งท้าย.....
ความทุกข์ยากลำบากเป็นบทเรียนอันสูงค่าของชีวิต ชีวิตยิ่งลำบากเท่าใด เรายิ่งได้เปรียบมากมายเพียงนั้น ทั้งนี้หมายถึงเพื่อการศึกษาและความรอบรู้ของจิตวิญญาณ คนส่วนมากมักตีคุณค่าของชีวิตด้วยลาภผลที่ตนหามาได้ เช่น ตำแหน่ง ลาภยศ ความสนุกสนานสำราญใจ ความจริงแล้ว สิ่งเหล่านั้นมีคุณค่าน้อยมาก ให้คุณค่าแห่งความทรงจำ เพื่อจะได้หลาบจำน้อยเหลือเกิน สิ่งที่มีคุณค่าแก่ชีวิตจริงๆ คือ พฤติกรรมอันจะทำให้เราสามารถพัฒนาจิตใจของเราเองให้ขึ้นสู่ระดับสูง ความทุกข์ยากและความล้มเหลว และเจ็บช้ำ เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เราได้รู้จักโลกและชีวิตได้ดีขึ้น เพราะจุดประสงค์ใหญ่ของชีวิตจริงๆแล้วก็เพื่อพัฒนาต่ออำนาจที่ซ่อนเร้นอยู่ในตัวของเราเองให้เจริญถึงขีดสูงสุด ฉะนั้น..ประสบการณ์ทุกชนิดไม่ว่าเล็ก ว่าใหญ่ มันเป็นส่วนหนึ่งแห่งบทเรียนของเราเอง แต่.....น่าเสียดาย ที่คนส่วนมากมักจะลืมข้อเท็จจริงอันนี้เสีย ไม่ยอมรับบทเรียน ที่มหาวิทยาลัยโลกเสนอให้ จึงต้องเรียนซ้ำแล้ว ซ้ำอีก จนกว่าบทรียนนั้นๆจะแจ่มแจ้งขึ้นในใจของเขาเอง...น่าขำเขาอยากวัดรอยเท้าช้างในการก้าวเดิน..แต่เขากลับไปดูและศึกษาวิธีการเดินของ มดและหนอน.....
ผู้ที่น่าเคารพนั้น คือ คนที่ทำหน้าที่ของตนอย่างดีที่สุด มีความเอื้อเฟื้อต่อผู้น้อย ทั้งกิริยา มรรยาท วาจา และ น้ำใจ
คนน่าสรรเสริญ คือ คนที่ได้ทำประโยชน์แก่ตน และสังคม สมศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์..
คนฉลาดพูด คือ พูดจาไม่บาดหูคน พูดให้คนสบายใจ มีความสุขใจเมื่อได้ยิน ได้ฟัง ไม่พูดยกตนข่มผู้อื่น อดทนได้ต่อถ้อยคำ คือ คนที่ไม่เดือดร้อนเมื่อได้ยินคำหยาบจากผู้อื่น หรือจากมิตร ปลงเสียว่าคำหยาบ คำอันทำให้ต้องร้อนใจ เมื่อไม่รับรู้ ไม่ใส่ใจก็ไม่ทำให้เดือดร้อนได้
มิตรที่พูดถ้อยคำลึกซึ้ง คือ มิตรที่พูดคำอันพอเตือนใจมิตรได้ในยามที่มิตรจะเพลินหลง และจะ ลื่นไหลไปในทางที่เสื่อม และในยามโศกอันจะเป็นอารมณ์กัดกร่อนตัวเอง
.....แม้ว่าเราจะได้ผ่านวิวัฒนาการมาจนถึงขั้นใช้สติปัญญากันแล้วก็ตาม
อารมณ์ก็หาได้สิ้นบทบาทไปจากชีวิตประจำวันของเราเสียทีเดียว อารมณ์ กับ เหตุผลมักจะมีลักษณะตรงกันข้ามเช่นนี้เอง มันทั้งสองจึงเป็นศัตรูต่อกันอย่างสำคัญ อยู่ด้วยกันไม่ได้ เมื่อเหตุผลครอบครองใจ อารมณ์ก็อยู่ไม่ได้ เมื่ออารมณ์ครอบครอง
ใจเหตุผลก็อยู่ไม่ได้จำต้องหนีออกไป.....สุดท้ายของวิธีแก้ไข.....
ต้องใช้วิธีทางพระพุทธศาสนาเท่านั้น....พระพุทธเจ้าทรงโปรดเวไนยสัตว์ไว้ว่า...
ศีลไว้ปราบอารมณ์ และการกระทำตามอารมณ์ อย่างหยาบ และรุนแรง
สมาธิ ปราบอารมณ์อย่างกลางๆ ซึ่งมีอยู่ภายในจิตใจ....
ปัญญา ไว้ปราบอารมณ์อย่างละเอียด
รายละเอียดอื่นๆจะไม่กล่าวไว้ เพียงจะกล่าวว่า พระพุทธศาสนานับเป็นยอดแห่งความเจริญทางจิตของมนุษย์ชาติ เป็นความเจริญที่ล้ำยุค เจริญเกินหน้าความเจริญโดยธรรมชาติไปไกลทีเดียว ทั้งๆที่พระพุทธศาสนาเกิดขึ้นมา ๒๕๕๐ กว่าปีมาแล้ว ในสมัยที่โลกกำลังเริ่มต้นยุคเหตุผลเท่านั้นเอง
ถ้าจัดแบ่งระยะความเจริญทางจิตของมนุษย์ ตั้งแต่ต้นมาจนถึงยุคพุทธศาสนาจะได้ดังนี้....
๑... ยุคที่ ๑ มนุษย์ใช้สัญชาตญาณในการดำเนินชีวิต ( เวลานี้ยังมีอยู่ในสัตว์ชั้นต่ำ และทารกเกิดใหม่)
๒... ยุคที่ ๒.. มนุษย์ใช้อารมณ์ในการดำเนินชีวิต (เวลานี้ยังมีอยู่ในสัตว์ชั้นสูง ในเด็กๆ และในมนุษย์ชั้นต่ำ )
๓... ยุคที่ ๓.. มนุษย์พยายามใช้เหตุผลบ้าง แต่ก็ตกอยู่ภายใต้อารมณ์ประมาณ ๗๕% ( ได้แก่คนธรรมดาทั่วๆไปในสมัยปัจจุบันนี้ )
๔... ยุตที่ ๔.. มนุษย์จะใช้เหตุผลถึง ๗๕% ใช้อารมณ์เพียง ๒๕% เท่านั้น ( ยุคนี้ยังมาไม่ถึง แต่มีอยู่ในเฉพาะพระอริยบุคคลขั้นต้นเท่านั้น )
๕.. ยุคที่ ๕..มนุษย์ปราบอารมณ์ได้เด็ดขาด ใช้เหตุผลที่บริสุทธิ์อย่างเดียว ( ยุคนี้ยังมาไม่ถึง
มีอยู่เฉพาะพระอรหันต์เท่านั้น )
จะเห็นได้ว่า ปัจจุบันนี้ ความเจริญทางจิตใจของมนุษย์ที่ดำเนินมาโดยธรรมชาติ หรืตามหลักวิวัฒนาการ เพิ่งจะมาถึงยุคที่ ๓ เท่านั้น แต่ทางพระพุทธศาสนาได้ค้นพบความเจริญถึงขั้นที่ ๕ ซึ่งเป็นขั้นสุดท้ายแล้ว และพุทธสาสนิกชนเป็นอันมากที่ปฏิบัติตามหลัก ศีล สมาธิ ปัญญา ได้ครบบริบูรณ์ ได้บรรลุถึงความเจริญทางจิตใจขั้นที่ ๕ แล้ว เพราะฉะนั้นอาจกล่าวได้ว่า พระพุทธเจ้าได้วางหลักพัฒนาจิตใจของมนุษย์ไว้อย่างล้ำยุคที่เดียว น่า อัศจรรย์. (จากหนังสือ รังสีธรรม โดย ธรรมโฆษ )...
เช่นนี้แล้วอยู่ที่ตัวของท่านเองแล้วว่าท่าน มองคุณค่าของพระพุทธศาสนาอย่างไร แค่ไหนก็แล้วแต่สิทธิของท่านเอง ท่านมองหาคุณค่าได้มาก ท่านก็ได้ประโยชน์มากเป็นเงาตามตัว ส่วนประโยชน์น้อยไม่รู้จะไปพูดถึงเขาทำไม.....
พระครูโฆสิตธรรมสุนทร.............
![]() |